มีอะไรจะเม้าท์หรอ? ?
ทำไม All-New Mitsubishi Pajero ถึงถูกวางเป็น Premium SUV? | อีจัน ONE COMMUNITY
หน้าแรก / ข่าว / ยานยนต์ ยานยนต์ ยานยนต์ เผยแพร่เมื่อ : 5 ต.ค. 2569 12:57 น.
ทำไม All-New Mitsubishi Pajero ถึงถูกวางเป็น Premium SUV? All-New Mitsubishi Pajero ทำไม Mitsubishi วางตำแหน่งเป็น Premium SUV ทั้งห้องโดยสาร Semi-Aniline จอ 14.3 นิ้ว Yamaha 12 ลำโพง กระจก Acoustic Glass และระบบขับสี่ S-AWC…
เผยแพร่ 5 ต.ค. 2569 12:57 น.ทำไมรถคันนี้ ถึงเป็น SUV Premium? เจาะ All-New Mitsubishi Pajero เมื่อ “รถลุย” อยากขึ้นไปอีกระดับ
ถ้าพูดชื่อ Mitsubishi Pajero สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงไม่ใช่เบาะหนัง ไม่ใช่จอใหญ่ และอาจไม่ใช่เครื่องเสียงพรีเมียม แต่คือคำว่า “รถลุย” เพราะชื่อ Pajero ผูกอยู่กับรถขับเคลื่อน 4 ล้อและการใช้งานออฟโรดมานานกว่า 4 ทศวรรษ Mitsubishi ระบุว่า Pajero เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2525 และตลอด 4 เจเนอเรชันที่ผ่านมา มียอดขายสะสมมากกว่า 3.29 ล้านคัน ในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
แต่การกลับมาของ All-New Mitsubishi Pajero รอบนี้ มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเพราะ Mitsubishi ไม่ได้พยายามขายมันในฐานะรถลุยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังผลัก Pajero ขึ้นไปเป็น Premium SUV คำถามคือ อะไรทำให้รถสายลุยคันนี้กลายเป็น “พรีเมียม”?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ออปชันใดออปชันหนึ่ง แต่อยู่ที่การเอาหลายองค์ประกอบมารวมกัน ตั้งแต่ดีไซน์ วัสดุ ความเงียบ ระบบเครื่องเสียง เทคโนโลยีช่วยขับ ไปจนถึงความสามารถในการเดินทางแบบออฟโรด
1. จากรถลุย สู่รถเรือธงที่ต้อง “ดูแพง” ตั้งแต่ภายนอก
All-New Pajero ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Grand Charisma Mitsubishi ระบุชัดว่าต้องการสะท้อนภาพลักษณ์ที่ “สง่างามและทรงพลัง” ในฐานะรถยนต์รุ่นเรือธง ตัวถังมีความยาว 4,920 มม. กว้าง 1,925 มม. ฐานล้อ 2,870 มม. และมี Ground Clearance สูงสุด 228 มม. นั่นทำให้ตัวรถมีขนาดใหญ่และมีมวลแบบ SUV เต็มตัว ดีไซน์ด้านหน้ายังแยกออกตามรุ่น โดย GLS และ GSR ใช้กระจังหน้าแบบ Kendo Mask ขณะที่ Super Exceed ใช้กระจังหน้า Honeycomb ที่นำแรงบันดาลใจจาก Pajero รุ่นแรกและประวัติการแข่งขัน Dakar กลับมาตีความใหม่ จุดนี้สำคัญ เพราะPremiumไม่ได้หมายถึงการเอาโครเมียมมาติดเยอะ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทำให้รถดูมีสถานะมากขึ้น โดยไม่ทิ้ง DNA ของรถรุ่นเดิม
2. ห้องโดยสารคือจุดที่เห็นคำว่า Premium ชัดที่สุด
เปิดประตูเข้ามา นี่อาจเป็นบริเวณที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของ Pajero ชัดที่สุด Mitsubishi เลือกใช้เบาะหนังแท้แบบ Semi-Aniline ร่วมกับหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม มีไฟ Ambient Light รุ่น Super Exceed ได้หน้าจอแบบ Monolithic Dual Display ขนาด 14.3 นิ้ว ขณะที่ GLS และ GSR ใช้ขนาด 12.3 นิ้ว และสามารถเปลี่ยนรูปแบบกราฟิกตามช่วงเวลาของวันได้ถึง 16 รูปแบบ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง มีระบบดันหลังไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ Memory Seat พวงมาลัยปรับไฟฟ้า เบาะแถว 2 เลื่อนได้ถึง 150 มิลลิเมตร และแถว 3 สามารถแยกพับแบบ 50:50 ได้ ตรงนี้ทำให้เห็นชัดว่า Pajero ใหม่ไม่ได้พยายามเป็นรถสำหรับ “คนขับ” อย่างเดียว แต่กำลังขยับไปเป็นรถสำหรับทั้งครอบครัว และต้องการให้คนทุกแถวรู้สึกว่ากำลังโดยสารรถระดับสูงขึ้นกว่า SUV สายลุยแบบเดิม
มีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ไหม
แจ้งเบาะแสหรือสอบถามทีมข่าวอีจันได้โดยตรง
คุยกับทีมข่าวร่วมช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้
สินค้าแนะนำ ทุกการซื้อคือการให้
ทำไม All-New Mitsubishi Pajero ถึงถูกวางเป็น Premium SUV?
3. ความเงียบ อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่บอกความ Premium ได้มากกว่าแรงม้า
รถแพงไม่ได้วัดกันเฉพาะว่ามีแรงม้าเท่าไรสิ่งหนึ่งที่แยกรถธรรมดากับรถที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมออกจากกัน คือ NVH หรือเสียง การสั่นสะเทือน และความกระด้างที่เข้ามาในห้องโดยสาร All-New Pajero ใช้ Acoustic Glass จำนวน 5 บาน ติดตั้งทั้งกระจกหน้า กระจกประตูคู่หน้า และกระจกประตูแถวหลัง พร้อมวัสดุซับเสียงรอบคัน เป้าหมายคือการลดทั้งเสียงลม เสียงพื้นถนน และเสียงจากเครื่องยนต์ นี่อาจฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สัมผัสได้ตลอดเวลาที่อยู่ในรถ
4. Yamaha 12 ลำโพง แต่ความน่าสนใจไม่ใช่แค่จำนวนลำโพง
ระบบเสียงใช้ Dynamic Sound Yamaha Ultimate ประกอบด้วยลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อม Subwoofer แต่จุดน่าสนใจคือระบบสามารถปรับชดเชยเสียงให้เหมาะกับสถานการณ์
ทั้งตามความเร็วรถ เสียงฝน และการทำงานของระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ยังมี Sound Mode อีก 4 รูปแบบ ได้แก่ Signature, Lively, Powerful และ Relaxing นี่เป็นอีกตัวอย่างว่า Pajero ใหม่ไม่ได้เน้นเพียง “มีออปชัน” แต่เริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของคนที่อยู่ในรถมากขึ้น
5. Premium แต่ยังต้องเป็น Pajero
ถ้าทำรถให้หรูขึ้นอย่างเดียว แต่เอาความสามารถด้านออฟโรดออกไป รถคันนั้นอาจไม่ใช่ Pajero All-New Pajero จึงยังใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร 4N16 GEN 2 กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,750–2,500 รอบ/นาที
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Mode และ Paddle Shift และในรุ่น Super Exceed จุดสำคัญอยู่ที่ระบบขับเคลื่อน Super All Wheel Control หรือ S-AWC
ทำงานร่วมกับ Super Select 4WD-II เลือกได้ตั้งแต่ 2H ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time กระจายแรงบิดหน้า-หลัง 40:60 4HLc ล็อกเพลาขับหน้าและหลัง และ 4LLc สำหรับการใช้แรงขับเคลื่อนสูงในความเร็วต่ำบนเส้นทางหนัก
6. มี Drive Mode ถึง 7 แบบ
ระบบขับเคลื่อนยังมี Drive Mode ให้เลือกถึง 7 รูปแบบ
ไม่ได้มีไว้เพียงเปลี่ยนกราฟิกบนหน้าจอ แต่เป็นการปรับระบบของรถให้เข้ากับพื้นผิวที่แตกต่างกัน จากเอกสารสนามทดสอบที่ Mitsubishi จัดเตรียมไว้ ยังมีการทดสอบทั้ง Gravel, เนินหลุม, ทางเอียง, ทางโคลน, ทางขึ้นลงเนิน และลำธารหิน
บางสถานีใช้ถึง 4LLc + Rock Mode + Hill Descent Control และบางสถานีใช้ Rear Differential Lock โดยตรง
ดังนั้นคำว่า “Premium” ใน Pajero รอบนี้ จึงไม่ได้แปลว่ารถต้องกลายเป็น SUV ที่วิ่งอยู่แต่ในเมือง แต่คือการพยายามทำให้ ความสามารถในการลุยกับความสบายอยู่ในรถคันเดียวกัน
7. เทคโนโลยีช่วยขับก็ต้องมา เพราะรถพรีเมียมยุคนี้ขายแค่ความหรูไม่ได้
Pajero ใหม่มาพร้อมชุดระบบความปลอดภัย Diamond Sense
ไม่ว่าจะเป็น Adaptive Cruise Control, Blind Spot Warning, ระบบเตือนและป้องกันการออกนอกเลน, Front Cross Traffic Alert, Rear Cross Traffic Alert และระบบเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง
รวมถึง Multi Around Monitor with Hood Transparent View ซึ่งช่วยแสดงมุมมองบริเวณใต้ส่วนหน้าของรถ
ส่วนการเดินทางไกล มี MI-PILOT ทำงานร่วมกันระหว่าง Adaptive Cruise Control และ Lane Keep Assist ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า และช่วยควบคุมตำแหน่งรถให้อยู่ใกล้กึ่งกลางช่องทาง
8. รถยังต้องเชื่อมต่อกับมือถือได้
อีกหนึ่งองค์ประกอบของรถยุคใหม่คือระบบ Connected Car Pajero ใช้ MITSUBISHI CONNECT ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะรถ สั่งระบบปรับอากาศจากระยะไกล ค้นหาตำแหน่งรถ สั่งไฟและแตร รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนกรณีรถถูกโจรกรรมหรือถูกลาก พร้อมระบบ eCALL และบริการช่วยเหลือบนท้องถนน ตรงนี้สะท้อนชัดว่า Mitsubishi ไม่ต้องการให้ Pajero เป็นเพียงรถออฟโรดที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้น แต่กำลังพยายามทำให้มันมี Ecosystem แบบรถรุ่นใหม่
แล้วสรุปอะไรทำให้ Pajero เป็น Premium SUV?ถ้าเอาทุกอย่างมารวมกัน คำว่า Premium ของ All-New Mitsubishi Pajero ไม่ได้มาจากเพียง “ราคาแพง” และไม่ได้มาจากการมีจอใหญ่หรือเบาะหนังอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มาจากการยกระดับหลายเรื่องพร้อมกัน
การเชื่อมต่อที่ทันสมัยขึ้น
และในขณะเดียวกัน ยังเก็บระบบขับเคลื่อนที่เป็นหัวใจของชื่อ Pajero เอาไว้ นั่นจึงทำให้ตำแหน่งของรถคันนี้น่าสนใจ เพราะ Mitsubishi ไม่ได้พยายามสร้าง SUV หรูที่ “ดูเหมือนรถลุย” แต่กำลังพยายามสร้าง รถลุยจริง ที่พรีเมียมขึ้น และสุดท้ายสิ่งที่จะตัดสินว่าตลาดยอมรับคำว่า Premium SUV ของ Pajero หรือไม่ อาจไม่ใช่จำนวนออปชัน แต่คือคำถามที่สำคัญที่สุดของรถระดับนี้ “ราคาเท่าไหร่?”
All-New Mitsubishi Pajero เตรียมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย วันที่ 19 ตุลาคม 2569
และวันนั้นเราจะได้รู้กันว่า Pajero ที่ทั้งหล่อ ทั้งลุย และพยายามขึ้นไปเล่นในตลาด Premium คันนี้ จะคุ้มกับราคาที่ Mitsubishi ตั้งไว้หรือไม่?
ความคิดเห็น(0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นกับชาวอีจัน