“สนธิ” นำมวลชนบุก กกต. จี้ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ลั่นจะลาก 5 กกต. เข้าคุกให้ได้
เดือดหน้า กกต.! กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ ซัดขบวนการสีน้ำเงินยึดประเทศ แฉยับลักไก่ตัดตอนคดีฮั้ว สว. จาก 229 เหลือแค่ 77 ราย

วันนี้ (25 ก.ย.69) ที่หน้าศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ช่วงเช้ามีมวลชนทยอยมารวมตัวกันที่หน้าอาคาร โดยใช้รถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัย ก่อนที่ประมาณ 10.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และอดีตโฆษกพันธมิตรฯ, นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทย, นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จะทยอยเดินทางมาสมทบและสลับกันขึ้นเวทีปราศรัยเพื่ออรอยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อตัวแทน กกต.
นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวบนเวทีปราศรัย ระบุว่ามีหลายเหตุการณ์ที่มีความชัดเจนว่าขณะนี้มีขบวนการครอบงำประเทศไทยผ่านระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือก สว. เพื่อมาสร้างกลไกต่างๆ ไม่ให้ประชาชนใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาเรียกร้องความเป็นธรรม
นายสนธิยังย้ำว่าสาเหตุที่ต้องใช้คำว่า “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เพราะมองว่าขณะนี้ประเทศไทยไม่ใช่ของประชาชนแล้ว แต่เป็นของกลุ่มสีน้ำเงิน ที่มีศูนย์อำนาจอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ ครอบงำทุกอย่าง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม พร้อมยืนยันว่าจะเอา 5 กกต.ที่ลงมติเสียงข้างมาก ในคดีฮั้ว สว. เข้าคุกให้ได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน แม้ กกต.ทั้ง 5 คนจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็จะรอ ตราบใดที่ตนเองยังมีลมหายใจอยู่ ก่อนจะย้ำคำเดิมว่าตนเองไม่ได้มาไล่รัฐบาลนายอนุทิน แต่จะทำให้ทำงานอย่างไม่เป็นสุข
ส่วนกรณีการตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็มองว่าเป็นการทำเพื่อหวังแทรกแซงคดีอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวเนื่องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งเป็นว่าเป็นการลุแก่อำนาจของกลุ่มสีน้ำเงินเช่นกัน
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ ที่ยื่นต่อ กกต.วันนี้ เป็นการร้องเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตและหยุดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต่อคดีฮั้ว สว.โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า กระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีข้อพิรุธและพยานหลักฐานสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายอย่างเปิดเผยและเด่นชัด ทั้งการจัดทำโพยรายชื่อล่วงหน้า, พฤติกรรมการแต่งกายและพักอาศัยในโรงแรมเดียวกัน, เส้นทางการเงิน การจัดตั้งผู้สมัครในลักษณะตัวแทน (นอมินี) เพื่อบล็อกโหวต และการแทรกแซงจากพรรคการเมือง ซึ่งเข้าข่ายการกระทำเป็นขบวนการ แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับใช้ดุลพินิจบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีพฤติการณ์ส่อเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา โดยการตัดตอนพยานหลักฐานและยื่นฟ้องเพียง 77 ราย ทั้งที่คณะสืบสวนและไต่สวนชุดแรก (คณะที่ 26) ได้รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อกล่าวหาผู้มีพฤติการณ์ทุจริตไว้ถึง 229 ราย
กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ยังเห็นว่า กกต. ละเลยแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งวางบรรทัดฐานการรับฟังพยานหลักฐานเชิงโครงสร้าง นิติวิทยาศาสตร์ และประวัติการใช้โทรศัพท์ไว้อย่างชัดเจน การที่ กกต. มองข้ามการเชื่อมโยงของขบวนการดังกล่าว และยังไม่มีการดำเนินคดีกับพยาน 3 ปากที่กลับคำให้อย่างมีข้อสงสัย จึงเข้าข่ายเป็นตัวการสำคัญหรือผู้สนับสนุนให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง
คลิปจากอีจัน
มีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ไหม
แจ้งเบาะแสหรือสอบถามทีมข่าวอีจันได้โดยตรง










ความคิดเห็น(0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นกับชาวอีจัน