IMF คงเป้าเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% เงินเฟ้อพุ่ง 4.7% พิษสงครามดันน้ำมัน-อาหารแพง
IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 69 โต 3.1% แต่พิษสงครามดันราคาพลังงาน-อาหารพุ่ง ฉุดเงินเฟ้อโลกแตะ 4.7% ก่อนลดเหลือ 4.1% ในปี 70 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดใน ASEAN-5…

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คงคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 3.1% ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งแตะ 4.7% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและอาหาร ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจไทยคาดเติบโต 2.1% ในปีนี้ แม้ปรับเพิ่มประมาณการต่อเนื่อง แต่ยังรั้งท้ายกลุ่ม ASEAN-5 พร้อมเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล
IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ภายใต้ชื่อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความยืดหยุ่นภายใต้แรงกดดัน ทางเลือกเร่งด่วน” โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.5% ในปี 2568 เหลือ 3.1% ในปี 2569 ซึ่งคงเดิมจากประมาณการเดือนเมษายน ก่อนฟื้นตัวเป็น 3.4% ในปี 2570 เพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการเดิมที่ 3.2%
ด้านเงินเฟ้อทั่วไปทั่วโลก คาดว่าจะเพิ่มจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 โดยประมาณการล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นสะสม 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากรายงานเดือนเมษายน มีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดอยู่ที่ 3.9% ในปี 2569 และ 3.7% ในปี 2570
สงครามดันต้นทุนโลก จับตาความเสี่ยง AI และหนี้สาธารณะ
ซิลวาน่า เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกระแทกสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ ภาวะช็อกด้านอุปทานเชิงลบจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นเพราะสงคราม ซึ่งกดดันต้นทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กับภาวะช็อกด้านอุปสงค์เชิงบวกจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุน แต่ทั้งสองปัจจัยต่างเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังโน้มเอียงไปทางขาลง โดยมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของห่วงโซ่อุปทาน AI ในประเทศและบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ตลอดจนโอกาสเกิดการปรับฐานมูลค่าตลาดและภัยคุกคามทางไซเบอร์อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือหนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต หากตลาดปรับประเมินความเสี่ยงการกู้ยืมภาครัฐใหม่ อาจฉุดการเติบโตของทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ลง 0.5-0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2570
นอกจากนี้ แม้การปรับตัวของตลาดพลังงานจะช่วยบรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือ 2.5% ในปีนี้ แต่หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการรับมือ ขณะที่ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
คลิปจากอีจัน
มีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ไหม
แจ้งเบาะแสหรือสอบถามทีมข่าวอีจันได้โดยตรง










ความคิดเห็น(0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นกับชาวอีจัน